2009/May/14

ท่ามกลางเมืองที่แสนกว้างใหญ่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย มีเด็กหญิงคนหนึ่ง ชื่อ เด็กหญิงความรัก
ทุกๆวัน เด็กหญิงความรักจะเดินทางไปที่ต่างๆตามลำพังด้วยสองเท้าเปลือยเปล่า 
โดยไม่สนว่าพื้นที่ที่เธอเหยียบจะสกปรกหรือสะอาด หรือร้อนระอุ หรือชื้นแฉะ หรือเต็มไปด้วยกิ่งไม้
เศษแก้วต่างๆ ที่จะทิ่มแทงเท้าอันบอบบางของเธอ

เด็กหญิงความรักยังมีความสุขกับการเดินทางด้วยเท้าเปล่า
เธอยังคงเดิน เดิน และเดินไปเรื่อยๆ อย่างเดียวดาย...

แต่แล้ววันหนึ่งระหว่างเดินทางตามปกติของเด็กหญิงความรัก
เธอรู้สึกเจ็บปวดที่เท้าทั้งสองข้างจนไม่อยากเดินทางต่อไป
ความรู้สึกเหงา และ ว้าเหว่ ก็เข้ามาหาเธอทันที

ทันใดนั้นเอง เด็กหญิงความรักก็ได้พบกับ "นายรองเท้า"
ซึ่งเป็นรองเท้า เก่าๆ คู่หนึ่ง ไม่ได้สะดุดตาอะไร

นายรองเท้าก็ทักเด็กหญิงความรักอย่างเป็นมิตร
"เท้าเธอคงจะเจ็บมาก ถ้าไม่รังเกียจ ให้ฉันเดินทางไปพร้อมๆ
กับเธอได้มั้ย ฉันสัญญาว่าจะปกป้องเธอเอง"

เด็กหญิงความรักได้ยินเพียงเท่านั้น ความรู้สึกอ้างว้าง
เดียวดายที่เคยมี ก็มลายหายไปทันที
เธอจึงตัดสินใจที่จะเดินทางไปในทุกที่พร้อมกับนายรองเท้า

แต่ต่อมาไม่นาน เด็กหญิงความรักก็ได้พบกับรองเท้าคู่ใหม่
โดยบังเอิญ รองเท้า คู่นี้แตกต่างจากนายรองเท้า มากนัก
เพราะเขาทั้งใหม่ สะอาด สีสันสะดุดตา และดีไซน์นำสมัย
อีกทั้งยังเป็นรองเท้าแบรนด์เนมที่มีราคาแพงอีกด้วย

เด็กหญิงความรักจึงตัดสินใจที่จะทิ้ง "นายรองเท้า " แม้ว่า
เขาจะสวมใส่สบาย และพร้อมที่จะก้าวเดินไปกับเธอทุกที่

เด็กหญิงความรักได้สวมรองเท้า คู่ใหม่ที่แสนจะ PERFECT 
ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่พอดีกับเท้าเธอ
เพียงเพื่อต้องการให้ตนเองดูดีขึ้นในสายตาของผู้อื่น
ด.ญ.ความรักถึงกับยอมให้รองเท้า กัดจนเธอเจ็บปวดทรมาน
แต่เธอก็อดทน และพยายามเดินไปข้างหน้าต่อไป
ทั้งที่ในใจเธอนั้นไม่มีความสุขเลย

เพียงไม่กี่วัน ด.ญ.ความรักก็รู้ดีว่า
เธอกับรองเท้าคู่ใหม่ นั้น เข้ากันไม่ได้เลย
เพราะหลายครั้งที่เขาทำให้เธอเสียใจ
เขาไม่พร้อมจะเดินทางไปกับเธอในทุกๆที่ เขากลัวการลำบาก
เขากลัวการถูกแปดเปื้อนจากพื้นดิน โคลนที่สกปรก

ด.ญ.ความรักกลับมานั่งทบทวนดูเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมา
เธอพบว่าระหว่างเธอกับรองเท้าคู่ใหม่ นั้น ยังขาดความเข้าใจ
ทำให้ตลอดระยะเวลาการเดินทาง ทั้งคู่ต้องพบกับปัญหาเสมอ
ถึงแม้ว่าใครๆต่างก็พากันอิจฉาเธอที่ได้ครอบครองรองเท้าใหม่ 
แต่เธอ...ก็เลือกที่จะถอดออก และกลับมาเดินเท้าเปล่าดังเดิม
มันอาจจะเจ็บเท้าบ้างในบางครั้ง แต่เธอก็สบายใจ
เพราะเธอสามารถเดินทางไปได้ทุกๆที่ ที่เธอต้องการ

ด.ญ.ความรัก เดินทางลำพังมาเป็นเวลานานพอสมควร
เธอเริ่มรู้สึกกลัว เหงา และโดดเดี่ยว เธออยากมีเพื่อนสักคน
ที่เข้าใจเธอ และพร้อมจะเดินทางไปกับเธอในทุกๆที่
ทันใดนั้นเอง เธอก็ได้ยินเสียงอันคุ้นเคยตะโกนถามเธอว่า
"อยากมีเพื่อนร่วมทางสักคนมั้ยคร้าบ"
ใช่แล้ว ! มันเป็นเสียงของเขา .... นายรองเท้า .....

ด.ญ.ความรักดีใจมาก จนไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้
เพราะเธอคิดว่าคงไม่มีโอกาสได้เจอเขาอีก
หลังจากที่เธอได้ตัดสินใจทิ้งเขาไปในวันนั้น
นายรองเท้ายังคงพูดประโยคเดิมๆ กับเธออีกครั้งว่า
"ถ้าไม่รังเกียจ ให้ฉันเดินทางไปพร้อมๆกับเธอได้มั้ย
ฉันสัญญาว่าจะปกป้องเธอเอง"

ด.ญ.ความรัก ยิ้มและตอบกลับไปว่า
"ขอบใจนะ...ฉันสัญญาว่าเราจะอยู่เคียงข้างกันตลอดไป"
นายรองเท้า ตอบกลับอย่างอ่อนโยนว่า
"เธอไม่จำเป็นต้องสัญญาหรอก เพราะเมื่อไหร่ที่เธอรู้สึกเบื่อ
และอยากเป็นอิสระจากฉัน ฉันก็พร้อมที่จะให้เธอไป"
ด.ญ.ความรักรู้ในทันทีว่า "นี่แหละคือความเข้าใจ" ที่เธอรอ
คอยมานานแสนนาน แต่เธอเจอแล้ว และจะดูแลรักษาอย่างดี

ถึงแม้นายรองเท้าจะเป็นแค่รองเท้าธรรมดาๆ คู่หนึ่ง
ไม่ได้น่าชื่นชมในสายตาของคนอื่น
แต่สำหรับ ด.ญ.ความรักแล้ว เขาสำคัญต่อเธอมาก
เขาเข้าใจและห่วงใยเธอ เธอรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่กับเขา
แค่นั้นมันก็เพียงพอแล้วสำหรับเธอ

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
ด.ญ.ความรักและนายรองเท้า ก็อยู่เคียงข้างกันตลอดไป
ในบางครั้ง เราอาจจะเห็น ด.ญ.ความรักไม่ได้ใส่รองเท้า 
แต่อย่าเพิ่งตกใจ !! ลองมองดูในมือเธอสิ
นายรองเท้า อาจจะอยู่ในมือเธอก็ได้
เขาอาจต้องการให้เท้าของเธอเป็นอิสระจากการผูกมัดบ้าง
หรือเธออาจจะซักรองเท้า แล้วแห้งไม่ทันก็ได้ อย่าคิดมาก !!

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
1. คนที่ดีอาจไม่ใช่ และคนที่ใช่อาจไม่ดี
2. คนที่ใช่สำหรับคนอื่น อาจไม่ใช่สำหรับเรา
ส่วนคนที่ใช่สำหรับเรา อาจไม่ใช่สำหรับคนอื่น
3. รักแท้มักมาถูกที่ถูกเวลาเสมอ
4. ความรักไม่ใช่การผูกมัด เพื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
5. สิ่งที่ความรักต้องการมากที่สุด คือ ความเข้าใจ

2009/May/07

(1) ดี,โอเค: คำนี้ผู้หญิงใช้ปิดการโต้เถียงตอนที่เธอมั่นใจว่าเป็นฝ่ายถูก และคุณต้องหุบปากซะ

(2) ห้านาทีนะ: ถ้าหล่อนกำลังแต่งตัว นี่จะหมายถึงชั่วโมงครึ่ง แต่ห้านาทีก็คือห้านาทีถ้าเธอเพิ่งยอมให้คุณดู บอลต่ออีกห้านาทีแล้วค่อยไปช่วยเธอทำงานบ้าน

(3) ไม่มีไร: นี่คือความสงบก่อนพายุจะเข้า มันแปลว่า"มีอะไร"แน่ ๆ ขอให้เตรียมตัวได้เลย การโต้ เถียงที่เริ่มด้วย "ไม่มีไร" มักจะไปจบลงที่ "ดี,โอเค"

(4) ก็เอาดิ,เอาเลย: นี่เป็นคำท้า ไม่ใช่คำอนุญาต อย่าทะลึ่งทำเป็นอันขาด!

(5) ทำเสียง ชิ,ฮึ,จึ๊ ฯลฯ ออกมาดัง ๆ: มันมีความหมายแน่นอน แต่อวจนภาษามักทำผู้ชายเข้าใจผิด เสียงพวกนี้หมายความว่าเธอกำลังคิดว่าคุณแม่งซื่อบื้อเหลือทน และไม่เข้าใจว่าจะมาเสียเวลายืนเถียง กับคุณเรื่อง"ไม่มีไร"แบบนี้ทำไม (กลับไปดู "ไม่มีไร" ที่ข้อ 3)

(6) ไม่เป็นไร: นี่คือสถานะอันตรายสุด ๆ ที่ผู้หญิงจะมีต่อผู้ชายแล้ว "ไม่เป็นไร"แปลว่าเธอต้องคิดดูก่อนอย่างนานและอย่างหนักว่าคุณต้องชดใช้อะไร อย่างไร และเมื่อไหร่ ในความผิดที่คุณก่อไว้

(7) ขอบคุณ: ถ้าผู้หญิงขอบคุณ อย่ามีคำถาม อย่ามัวทำเฉย ตอบรับคำเขาไปดี ๆ (แต่ขอเพิ่มหน่อยว่า ถ้าผู้หญิงพูดว่า "ขอบคุณมาก" อันนี้ประชดเต็มดอก เธอไม่ได้ขอบคุณอะไรเลย อย่าได้ทะลึ่งตอบรับ ไม่ งั้นคุณจะเจอกับ "เออ เอาเหอะ")

(8) เออ เอาเหอะ: เป็นวิธีที่เจ้าหล่อนจะพูดกับคุณว่า ไอ้เหี้ย!

(9) อย่าห่วงเลย,อือ เข้าใจละ: อีกหนึ่งสถานะอันตราย หมายความว่านี่คือบางอย่างที่เธอบอกให้คุณ ทำมาหลายครั้งละ แต่คราวนี้เธอจะทำเอง ซึ่งเดี๋ยวคุณก็จะถามว่า "เป็นไรอะ" แล้วคุณก็จะเจอกับข้อ 3.

2009/Feb/16

มีชาย-หญิงคู่นึงแต่งงานอยู่ด้วยกัน
กระทั่งถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรกันเลยเชียวหล่ะ
ฝ่ายหญิงมีกล่องเก็บของอยู่ใบหนึ่งวางในตู้เสื้อผ้า
และกำชับแกมขอร้องสามีว่า
อย่าได้เปิดดูหรือถามใดใดทั้งสิ้น

ฝ่ายสามีก้อช่างน่ารักเสียเหลือเกิน
ไม่เคยปริปากถามเรื่องกล่องใบนั้นอีกเลย


วันเวลาผ่านไปหลายสิบปี อยู่มาวันหนึ่งฝ่ายหญิงป่วยมาก
หมอลงความเห็นว่าเธอคงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกไม่นานเธอจึงวานให้สามีช่วยไปหยิบกล่องใบนั้นจากตู้เสื้อผ้า
หลังจากที่ฝ่ายชายกลับมาพร้อมกับยื่นกล่องให้เธอ
เธอเปิดฝากล่องขึ้นมาพบว่ามี

ตุ๊กตาถักไหมพรมกับเงินอีกจำนวนหนึ่ง (ประมาณว่า 1,000,000 บาท)
บรรจุอยู่ข้างใน


ฝ่ายหญิงเริ่มเอ่ย "ในวันแต่งงานของเรา
คุณย่าของฉันได้ให้บทเรียนสอนใจ
ท่านว่าครอบครัวสมรสเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
หนักนิดเบาหน่อยต้องให้อภัยและอดทนให้เกียรติซึ่งกันและกัน
ไว้เนื้อเชื่อใจ
มีความรักให้แก่กัน

และที่สำคัญคือมีความเข้าใจกัน
"เธอหยุดพูด
พร้อมกับยื่นมืออันแทบจะไร้เรี่ยวแรงลูบตุ๊กตาไหมพรมไปมา
"คุณย่าได้แนะเคล็ดลับให้ว่า

เมื่อใดที่ความรู้สึกไม่พอใจเกิดขึ้น
หรือรู้สึกโกรธมากๆ
ขึ้นมา ให้ถักตุ๊กตาไหมพรมเก็บไว้ 1 ตัวเสมอ"


ฝ่ายชายเหลือบมองเข้าไปในกล่อง
มีตุ๊กตาไหมพรม 2 ตัววางอยู่
เขาเบือนหน้าไปอีกทาง
เพื่อหลบหยดน้ำตาแห่งความปลื้มปิติ
เขารู้สึกซาบซึ้งน้ำใจของภรรยามีต่อเขาเป็นยิ่งนัก
ชีวิตสมรสที่ยาวนานกว่า 50 ปี

มีตุ๊กตาไหมพรมเพียง 2 ตัว
เท่านั้นแทนจำนวนครั้งที่ภรรยาได้โกรธเคืองเขา


หลังจากปาดคราบน้ำตาแล้ว เขาหันกลับมา
ฝ่ายภรรยาพูดต่อ

" เธอคงแปลกใจกับเงินก้อนนี้สินะ"

ฝ่ายหญิงหยิบมันขึ้นมา
แล้วพูดต่อว่า

"มันเป็นเงินที่ได้มาจากการทยอยขายตุ๊กตาไปทีละตัวๆ ค่ะ
"
 
 
 
555555555555555555555555555+